หลายคนลงทุนกับครีมแพงๆ เซรั่มราคาเป็นพัน แต่ผิวหน้าหมองคล้ำ เหี่ยวง่าย ดูแก่กว่าวัย ความจริงแล้วปัญหาส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากครีมไม่ดี แต่เกิดจาก หน้าเราไม่ดี ไม่ใช่หน้าเราไม่คู่ควรกับของดีนะ แต่ “เกราะป้องกันผิว” ของเราไม่ดี อ่อนแอ ที่สาเหตุมาจากสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
ผิวขาด “ความชุ่มชื้น” นั่นเอง
1. ผิวที่ชุ่มชื้น คือ ผิวที่ “แข็งแรง”
ผิวของคนเรามีโครงสร้างคล้ายกำแพงอิฐ
• เซลล์ผิว คือก้อนอิฐ
• ไขมัน (Lipids) ระหว่างเซลล์ เช่น คลอเลสเตอรอล หรือ เซราไมด์ (Ceramide) คือปูนซีเมนต์ที่ยึดอิฐไว้ นอกจากเสริมความแข็งแรงของผิวแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้น้ำจากผิวระเหยออกไปนอกผิวด้วย นอกจากนั้น น้ำ นี่แหละที่คอยเติมเต็มช่องว่างให้กำแพงแน่นขึ้นเมื่อผิวชุ่มชื้น กำแพงจะแข็งแรง ป้องกัน (Skin Barrier) แบคทีเรีย มลภาวะ และสารก่อภูมิแพ้ ไม่ให้ซึมเข้าสู่ร่างกาย
2. ถ้าผิวขาดความชุ่มชื้น จะเกิดอะไรบ้าง?
ระยะแรก : ผิวแห้ง ตึงและลอกเป็นขุย
คุณจะรู้สึกว่าหน้า “ตึง” หลังล้างหน้า โดยเฉพาะแก้มและรอบปาก ผิวจะด้านหนา ไม่ฉ่ำวาว
ระยะกลาง : จุดด่างดำและริ้วรอยมาไว
ผิวแห้งระคายเคืองง่าย ร่างกายจะตอบสนองโดยการผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้นเพื่อ “ป้องกันตัวเอง” ทำให้ฝ้า กระ จุดด่างดำดูเข้มขึ้น รวมถึงริ้วรอยเล็กๆ (โine lines) จะเห็นชัดเพราะผิวแฟบ ไม่มีน้ำไปพยุงให้อวบอิ่ม
ระยะรุนแรง : ผิวอักเสบ คัน แพ้ง่าย
เมื่อเกราะป้องกันพัง เชื้อโรคและสารเคมีจะซึมเข้าผิวได้ง่าย ทำให้เกิด ผื่นแดง สิวอักเสบ โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) และอาการคันเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือคนที่ใช้สบู่ที่รุนแรงเกินไป
3. วิธีเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
-ดื่มน้ำให้พอ “ร่างกายมนุษย์ผลิตน้ำไม่ได้” ต้องดื่มเข้าไปเท่านั้น
ดังนั้นคุณต้องดื่มน้ำสะอาด วันละ 8-10 แก้ว ถึงจะเห็นผิวเปลี่ยนภายใน 2 สัปดาห์
-ลดการทำลายเกราะป้องกันผิว หลีกเลี่ยง: การอาบน้ำร้อนจัด, ขัดผิวแรงๆ, ใช้สบู่ที่มีสารชำระล้างรุนแรง (พวกฟองเยอะๆ ล้างแล้วผิวดังเอี๊ยด)
-เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี: Ceramide, Squalane, Glycerin, Hyaluronic Acid หรือสารที่ช่วยเติมควาทมชุ่มชื้นให้ผิว
-กินอาหารที่ช่วยบำรุงความชุ่มชื้นจากในสู่นอก
• ไขมันดี (Omega-3): จากปลาแซลมอน, อะโวคาโด, วอลนัท → ช่วยซ่อมแซมเกราะไขมันผิว
• สารต้านอนุมูลอิสระ: วิตามินซี อี (จากผลไม้สีส้ม, ถั่ว, เมล็ดทานตะวัน) → ลดการอักเสบที่ทำให้ผิวแห้งกร้าน


